Subscribe

RSS Feed (xml)

Powered By

Skin Design:
Free Blogger Template

Powered by Blogger


โรงเรียนเมืองพลับพลาพิทยาคม ยินดีต้อนรับทุกท่าน

ระหว่างปรับปรุง

ประชาสัมพันธ์

ระหว่างปรับปรุง

Friday, July 16, 2010

วันภาษาไทยแห่งชาติ

             วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาและความสำคัญ

             ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานและทรงอภิปรายเรื่อง “ ปัญหาการใช้คำไทย ” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทรงแสดงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทย จนเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า

“เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้...สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก”

รัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันสำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒

วัตถุประสงค์

             คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นชอบให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

๑. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์ และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย

๒. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒

๓. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

๔. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยกมาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับให้สัมฤทธิผลยิ่งขึ้น

๕. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชนทั้งในฐานะที่เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก  วิกิพิเดีย

Read More......

Thursday, July 01, 2010

วันเข้าพรรษา และ กิจกรรมโรงเรียนของเรา

            วันเข้าพรรษา (บาลี: วสฺส, สันสกฤต: วรฺษ, อังกฤษ: Vassa,) เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม[1] การเข้าพรรษาตามปกติเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา
            วันเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8) หรือเทศกาลเข้าพรรษา (วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) ถือได้ว่าเป็นวันและช่วงเทศกาลทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในช่วงฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) ซึ่งพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งพระมหากษัตริย์และคนทั่วไปได้สืบทอดประเพณีปฏิบัติการทำบุญในวันเข้าพรรษามาช้านานแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย
            สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งตลอด 3 เดือนแก่พระสงฆ์นั้น มีเหตุผลเพื่อให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการจาริกเพื่อเผยแพร่ศาสนาไปตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้านที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญในรอบปีที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่จำพรรษารวมกันภายในอาวาสหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วย
            ในวันเข้าพรรษาและช่วงฤดูพรรษากาลตลอดทั้ง 3 เดือน พุทธศาสนิกชนชาวไทยถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลด้วยการเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำคัญอื่น ๆ คือ มีการถวายหลอดไฟหรือเทียนเข้าพรรษา และผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระสงฆ์ด้วย เพื่อสำหรับให้พระสงฆ์ได้ใช้สำหรับการอยู่จำพรรษา โดยในอดีต ชายไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนเมื่ออายุครบบวช (20 ปี) จะนิยมถือบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์เพื่ออยู่จำพรรษาตลอดฤดูพรรษากาลทั้ง 3 เดือน โดยพุทธศาสนิกชนไทยจะเรียกการบรรพชาอุปสมบทเพื่อจำพรรษาตลอดพรรษากาลว่า "บวชเอาพรรษา"
            นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2551 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็น "วันงดดื่มสุราแห่งชาติ"[2] โดยในปีถัดมา ยังได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักร[3] ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและในช่วง 3 เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่ดีให้แก่สังคมไทย[4]


วันเข้าพรรษา หรือ การเข้าพรรษา เป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ ซึ่งพุทธศาสนิกชนถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบำเพ็ญกุศลแก่พระสงฆ์ที่จำพรรษาและตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อละเว้นสิ่งไม่ดีเพื่อพยายามประกอบความดีในช่วงนี้อีกด้วย





ในสมัยก่อน การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ในฤดูฝน มีความยากลำบาก และเป็นช่วงฤดูทำไร่นาของชาวบ้าน พระพุทธเจ้าจึงวางระเบียบให้พระสงฆ์หยุดการเดินทางเพื่อประจำอยู่ ณ สถานที่ใดที่หนึ่งในช่วงฤดูฝน





เมื่อถึงวันเข้าพรรษา พระสงฆ์ในวัดจะรวมตัวกันอธิษฐานจำพรรษาภายในวิหารหรืออุโบสถของวัด




การสอบธรรมสนามหลวงจะจัดขึ้นในช่วงหลังออกพรรษา เพื่อวัดความรู้นักธรรมที่พระสงฆ์เล่าเรียนมาตลอดพรรษากาล










สำเนาศิลาจารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช)

              เทียนพรรษาในปัจจุบันใช้ประโยชน์เพียงจุดบูชาพระพุทธปฏิมา ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการศึกษาพระธรรมเหมือนในอดีตอีกแล้ว จึงทำให้ในปัจจุบันเริ่มมีชาวพุทธนำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างไปถวายแก่พระสงฆ์แทนเทียนพรรษาซึ่งจะให้ประโยชน์มากกว่าใช้จุดบูชาเท่านั้น




ผ้าอาบน้ำฝนมีเพื่อใช้ผลัดกับผ้าสบงปกติ เพื่อปกปิดความเปลือยกายในเวลาสรงน้ำฝนของพระสงฆ์ (ปกติตามพระวินัย พระสงฆ์จะมีไตรจีวรได้เพียงรูปละ 1 สำรับเท่านั้น)










พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจิมเทียนพรรษาที่จะทรงอุทิศพระราชทานไปจุดบูชาพระรัตนตรัยและพุทธเจดีย์สถาน ตามพระอารามหลวงต่าง ๆ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน










ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี








ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเรียกเทียนพรรษา,ผ้าจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝน

ในปัจจุบันปรากฏว่ามีการเรียกสิ่งของที่ถวายทานเนื่องด้วยการเข้าพรรษา โดยใช้คำเรียกที่ผิดอย่างกว้างขวาง เช่น เรียกเทียนที่ถวายแก่พระสงฆ์ว่า เทียนจำพรรษา หรือเทียนจำนำพรรษา หรือเรียกผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าสบง) ที่ถวายแก่พระสงฆ์ว่าเป็นผ้าจำนำพรรษา ซึ่งทั้งสองคำข้างต้นเป็นคำเรียกที่ผิด โดยสาเหตุอาจมาจากการเรียกสับสนกับผ้าจำนำพรรษา ที่ปรากฏความในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ซึ่งผ้าจำนำพรรษานั้นเป็นผ้าจีวรที่ปกติจะถวายแก่พระสงฆ์ที่อยู่จำครบพรรษาและออกพรรษาแล้ว โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับผ้าอาบน้ำฝนและเทียนพรรษาแต่ประการใด
            อย่างไรก็ดี คำว่าจำนำนั้น สามารถหมายถึง ประจำ หรือก็คือสิ่งของที่ถวายเป็นประจำเฉพาะการเข้าพรรษา ซึ่งก็คือ ผ้าอาบน้ำฝนและเทียนพรรษาก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การใช้คำเรียกผ้าจำนำพรรษาโดยหมายถึงผ้าอาบน้ำฝนนั้น อาจสร้างความสับสนกับผ้าจำนำพรรษาตามพระวินัยปิฎกได้ ซึ่งควรเรียกให้ถูกต้องว่า ผ้าอาบน้ำฝน (วัสสิกสาฎก), ผ้าจำนำพรรษา (วัสสาวาสิกสาฏก) และเทียนพรรษา ตามลำดับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพิเดีย เป็นอย่างสูง
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้จาก วิกิพิเดีย ครับ

นักเรียนและครูโรงเรียนบ้านไทรออ
นำเทียนไปถวายวัดโพธิ์เทพนิมิตร และ ได้ทำความสะอาดบริเวณวัด
ในวันที่  23  กรกฎาคม  2553  เวลา  14.00 น.














Read More......

Thursday, June 17, 2010

ท่านคือผู้มีพระคุณต่อเรา


   คณะครูบุคคลากรทางการศึกษาและนักเรียนโรงเรียนบ้านไทรออ ขอขอบพระคุณท่าน สุรสิทธิ์ คำเลิศ และชาวคณะกลุ่มฟ้าสางเป็นอย่างสูง ที่ได้มองเห็นโรงเรียนบ้านไทรออของเรา ทางโรงเรียนของเราจะมุ่งมั่นพัฒนานักเรียนทุกคนให้เขามีความสุขและสนุกในการเรียน เพื่อที่เขาจะเติบโตเป็นเยาวชนที่สมบูรณ์ของประเทศชาติต่อไป







Read More......

Tuesday, June 15, 2010

ตราสัญญลักษณ์


ตราสัญลักษณ์


“ รูปคนสามคนยืนอุ้มชูต้นไทรที่มีเพชร อยู่ในลูกโลก ”

โรงเรียนบ้านไทรออ ตำบลเสาเดียว อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3


ต้นไทร คือ โรงเรียนบ้านไทรออ เปรียบเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีรากยึดเหนี่ยวดินมั่นคงแข็งแรง มีใบที่หนาทึบให้ร่มเงาที่กว้างใหญ่และให้ความร่มเย็นแก่นักเรียน ข้าราชการครูและบุคลลากรทางการศึกษา บุคคลชุมชน ได้อาศัยร่มเงาในการจัดการศึกษาและศึกษาหาความรู้

รูปคน 3 คน คือ “ บ ว ร ” คนที่ 1 เป็นผู้ปกครองนักเรียนและบุคคลที่อยู่ในหมู่บ้านไทรออตลอดจนบุคคลในชุมชนต่าง ๆ คนที่ 2 เป็นพระที่อยู่ในวัด คนที่ 3 เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนบ้านไทรออ ซึ่งทั้ง 3 คน ได้ช่วยกันสร้างช่วยกันอุ้มชูโรงเรียนบ้านไทรออ และช่วยกันอบรมสั่งสอนนักเรียนด้วยความรักและความเมตตา

รูปเพชร คือ นักเรียนของโรงเรียนบ้านไทรออที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจาก “ บ ว ร ” ให้เป็นเพชรเม็ดงาม เป็นคนที่ เรียนดี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำอนุรักษ์ ตามคำขวัญของโรงเรียนและสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข


Read More......

Saturday, June 12, 2010

สถานที่ตั้ง

     โรงเรียนบ้านไทรออ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ตำบลเสาเดียว อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโรงเรียนขนาดเล็กสุด ของอำเภอหนองหงส์ ตั้งอยู่ในกลุ่ม เสาทอง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอหนองหงส์ ทิศเหนือมีเขตติดต่อกับอำเภอห้วยแถลง และอำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา การคมนาคมลำบาก ไม่มีรถโดยสารประจำทางผ่าน สภาพถนนโดยทั่วไปเป็นดินลูกรัง การสัญจรไปมาไม่สะดวก ห่างจากอำเภอหนองหงส์ ประมาณ 30 กิโลเมตร ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ประมาณ 70 กิโลเมตร (อำเภอนางรอง) ถ้าเข้าโรงเรียนจากทางทิศเหนือจะห่างจากสถานีรถไฟบ้านหินดาษ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 8 กิโลเมตร

Read More......

ประวัติความเป็นมา

     ก่อตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2522 เนื่องจากประชาชนในหมู่บ้านมองเห็นความยากลำบากในการเดินทางไปโรงเรียนของบุตรหลาน ที่ต้องเดินทางไปโรงเรียน ณ โรงเรียนบ้านโนนเต็ง (สามัคคีวิทยา) อำเภอจักรราช จังหวัดนครราชสีมา ระยะทาง 5 กิโลเมตร และเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะในขณะนั้นยังไม่มีถนน การเดินทางในช่วยฤดูฝนเป็นไปอย่างทุลักทุเลและพบภัยอุปสรรคนานัปการ

     ดังนั้น ผู้ใหญ่บ้านพร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านในขณะนั้น ได้มีการปรึกษาหารือและมีมติเห็นควรจัดหาแหล่งสถานที่เล่าเรียนให้แก่บุตรหลานของตนเองขึ้นภายในหมู่บ้านโดยได้ร่วมกันจัดสร้างอาคารชั่วคราวขึ้น 1 หลังในพื้นที่สาธารณะ มีเนื้อที่ 20 ไร่ พร้อมได้จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอน คิดเป็นงบประมาณ 10,100 บาท ซึ่งมิได้ใช้เงินของทางราชการแต่ประการใด
     ต่อมา ผู้นำหมู่บ้านพร้อมด้วยคณะกรรมการหมู่บ้านได้ทำหนังสือเพื่อขออนุมัติจัดตั้งโรงเรียนไปตามลำดับ โดยมีครูใหญ่โรงเรียนบ้านหนองกกเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ และทางจังหวัดได้อนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียนบ้านไทรออ ตั้งแต่ วันที่ 14 เดือน มิถุนายน 2522 โดยได้ส่ง นายผจญ ดำรงชาติ มารักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ และส่ง นายสุนทร แถวไธสง มาทำการสอน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 มีนักเรียนในขณะนั้น 56 คน
     ในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2524 นายแพง จันทะแจ่ม มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ปี พ.ศ. 2525 ได้รับ
งบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียน แบบ ป.1 ฉ (พิเศษ) จำนวน 2 ห้องเรียน 1 หลัง งบประมาณ 300,000 บาท เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้น ป. 1 - 5 ในปี พ.ศ. 2526 ได้เปิดทำการสอนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
     ปัจจุบันโรงเรียนบ้านไทรออ เปิดทำการสอนตั้งแต่ ชั้นอนุบาล 1 – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมี
นายเกชา เหมือนวาจา ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ ชำนาญการมีนักเรียนทั้งหมด 30 คน ข้าราชการครู ทั้งหมด 2 คน เป็นข้าราชการครูชาย 1 คน หญิง 1 คน มีรายชื่อดังต่อไปนี้
     1. นายเอเชีย มะโรงมืด ตำแหน่งครู คศ. 2 ชำนาญการ
     2. นางเพียร จงตั้งกลาง ตำแหน่งครู คศ. 2 ชำนาญการ

หนังสือรับรองมาตรฐานการศึกษา  จาก  สมศ.  ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2552

Read More......

Monday, December 14, 2009

สวัสดีปีใหม่ 2553 ปีเสือยิ้ม

ทั้งครอบครัวอิ่มสุขสนุกเสมอ
สิ่งร้ายร้ายอย่าให้เจอให้พ้นผ่าน
มีความสุขสดใสในการงาน
และญาติมิตรสุขสราญกันทุกคน
มีความสุขสมหวังดั่งที่คิด
สุขภาพกายและจิตช่างสดใส
มีกำลังต่อสู้ทุกเภทภัย
สมประสงค์ดังใจปีใหม่เทอญ

Read More......

Sunday, December 13, 2009

ทักทายกัน

เรียนเชิญทุกท่านร่วมทักทายกัน ครูเก่า ครูใหม่ นักเรียนเก่า
นักเรียนใหม่ จากรั้ว

โรงเรียนกระเบื้องนอกพิทยาคม
โรงเรียนหินดาดวิทยา
โรงเรียนเมืองพลับพลาพิทยาคม
โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง

ผมคิดถึงท่านทุกคนด้วยความจริงใจ


เชิญพิมพ์ข้อความของท่านลงที่ช่องขาวด้านล่างนี้ Post a Comment
เลือก Comment as: ไปที่ Anonymous
แล้วคลิ๊ก Post Comment

ขอบคุณทุกท่าน รองฯ เกชา เหมือนวาจา

Read More......

Monday, December 07, 2009

วันพ่อแห่งชาติ ธันวาคม 2552


พระราชดำรัสตอบ คำถวายพระพรชัยมงคล
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
"ขอขอบพระทัยและขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปรารถนาดี มุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดี โดยประการต่างๆ ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคงเป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงได้ ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายในชาติมุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติรู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ อยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่าทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้ซื่อตรง หนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนร่วมอันไพบูลย์ คือ ชาติบ้านเมืองอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญมั่นคง ยั่งยืนไกล ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ปราศจากภัย และอำนวยสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลให้สำเร็จผลขึ้นแก่ท่านทั่วหน้ากัน"
ที่มา ครูบ้านนอกดอทคอม

Read More......

Saturday, September 19, 2009

วันเยาวชนแห่งชาติ

ประวัติความเป็นมา

วันเยาวชนแห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 หลังจากที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 เป็นปีเยาวชนสากล ดังนั้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติกำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีเป็นวันเยาวชนแห่งชาติ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพใน
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468
และพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติขณะยังทรงพระเยาว์
นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมให้เยาวชนที่กระจายกันทั่วประเทศ ได้ตระหนักว่าเยาวชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาชาติให้มีความมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง โดยเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีค่านิยมที่ถูกต้อง ภูมิใจและหวงแหนและอนุรักษ์ไว้ซึ่งความเป็นไทย อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย รู้จักการอดออมและประหยัดรวมทั้งการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
นอกจากหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานภาคเอกชนก็มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้เยาวชนของชาติเป็นทรัพยากรบุคคลมีคุณภาพ และสถาบันทีมีความสำคัญเป็นอันดับแรกในการพัฒนา คือ สถาบันครอบครัว ซึ่งหากผู้ปกครองมีความเข้าใจ เอาใจใส่ ดูแล ทนุถนอม ให้ความรักความอบอุ่นแก่เยาวชนที่อยู่ในความปกครองอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะมีส่วนเป็นอย่างมากในการที่จะนำพาเยาวชนให้เป็นบุคคลที่มีทั้งคุณภาพและคุณธรรม ซึ่งจะพาประเทศชาติให้เจริญรุงเรืองต่อไปในภายภาคหน้า

เป้าหมายของวันสำคัญมี 3 ประการ คือ
1. เพื่อให้เยาวชนช่วงอายุ 15 - 25 ปี ได้ตระหนักนึกความสำคัญในการพัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศ
2. เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อประเทศชาติทั้งในด้านคุณภาพคุณธรรม
3. เพื่อให้นโยบายส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สัมฤทธิ์ผล
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันเยาวชนแห่งชาติ
1. จัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ความสำคัญ หน้าที่ ของเยาวชนเพื่อให้เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ตระหนักและเข้าใจ
2. ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสาธารณประโยชน์กิจการเพื่อการกุศล กิจกรรมในชุมชน ฯลฯ
แหล่งอ้างอิง 1. ธนากิต. วันสำคัญของไทย. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก,2541.

Read More......

Tuesday, September 01, 2009

คลื่นสมองของท่านเป็นเช่นไร

ผลจากภาวะสมองปิด คลื่นสมองสูง
กระวนกระวายไม่อยู่นิ่ง
หงุดหงิด โกรธง่าย ไร้พลัง
ขาดสมาธิ ขาดแรงจูงใจ ตัดสินใจยาก
เหนื่อยหน่ายเลื่อนลอย
ร่างกายเสียสมดุล

ผลจากภาวะคลื่นสมองต่ำ

ผ่อนคลาย อิ่มเอม มีความสุข ภูมิต้านทานเพิ่ม
เรียนรู้ได้ดี จดจำได้นาน เกิดจินตนาการ
เกิดความคิดสร้างสรรค์
ญาณปัญญาผุด
จิตใต้สำนึกเปิด
วิเชียร ไชยบัง (2551 : 56)

คลื่นสมองจะต่ำก็ต่อเมื่อ เราทำบวก พูดทางบวก คิดทางบวก นั่งสมาธิ มีสมาธิ

Read More......

พฤติกรรมบวก

ลองทำดูครับ

จริง ๆ แล้ว
ยิ้ม ชม และการแสดงความรัก ไม่ต้องใช้เงิน
ไม่ต้องเขียนแผน ไม่ขึ้นอยู่กับอายุ ไม่เกี่ยวกับอาคารเรียนสวย ๆ
สามารถทำได้ทุกที่และจะได้ผลออกมาดีเสมอ
ที่สำคัญยังทำได้โดยไม่จำกัดโควตา

วิเชียร ไชยบัง (2551 : 56)

Read More......

Monday, August 31, 2009

8 คุณธรรมพื้นฐาน

8 คุณธรรมพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา โดยยึดคุณธรรมนำความรู้ สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์ สันติวิธี วิถีประชาธิปไตย พัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษา โดยมีจุดเน้น เพื่อพัฒนาเยาวชน ให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนดังกล่าวมีความชัดเจน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรม “8 คุณธรรมพื้นฐาน” ที่ควรเร่งปลูกฝัง ประกอบด้วย
1.ขยัน 2.ประหยัด 3.ซื่อสัตย์ 4.มีวินัย 5.สุภาพ 6.สะอาด 7.สามัคคี 8.มีน้ำใจ

1. ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายาม ทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อดทน ความขยันต้องปฏิบัติควบคู่กับการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาจนเกิดผลสำเร็จ
ผู้ที่มีความขยัน คือ ผู้ที่ตั้งใจทำอย่างจริงจังต่อเนื่องในเรื่องที่ถูก ที่ควรเป็นคนสู้งาน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำอย่างจริงจัง

2. ประหยัด คือ การรู้จักเก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของแต่พอควรพอประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ
ผู้ที่มีความประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ เก็บออม ถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า รู้จักทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย - รายออม ของตนเองอยู่เสมอ

3. ซื่อสัตย์ คือ ประพฤติตรงไม่เอนเอียงไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความจริงใจ ปลอดจากความรู้สึกลำเอียง หรืออคติ
ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อหน้าที่ ต่อวิชาชีพ ตรงต่อเวลา ไม่ใช้เล่ห์กล คดโกง ทั้งทางตรงและทางอ้อม รับรู้หน้าที่ของตนเองและปฏิบัติอย่างเต็มที่ถูกต้อง

4. มีวินัย คือ การยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งวินัยในตนเองและวินัยต่อสังคม
ผู้ที่มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน/องค์กร/สังคมและประเทศ โดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจ และตั้งใจ

5. สุภาพ คือ เรียบร้อย อ่อนโยน ละมุนละม่อม มีกิริยามารยาท ที่ดีงาม มีสัมมาคารวะ
ผู้ที่มีความสุภาพ คือ ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพ และกาลเทศะ ไม่ก้าวร้าว รุนแรง วางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจา และท่าทาง แต่ในเวลาเดียวกันยังคงมีความมั่นใจในตนเอง เป็นผู้ที่มีมารยาท วางตนเหมาะสม ตามวัฒนธรรมไทย

6. สะอาด คือ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจ และสภาพแวดล้อม ความผ่องใสเป็นที่เจริญตา ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
ผู้ที่มีความสะอาด คือ ผู้รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตใจมิให้ขุ่นมัว จึงมีความแจ่มใสอยู่เสมอ

7. สามัคคี คือ ความพร้อมเพียงกัน ความกลมเกลียวกัน ความปรองดองกัน ร่วมใจกันปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามที่ต้องการเกิดงานการอย่างสร้างสรรค์ปราศจากการทะเลาวิวาท ไม่เอารัด เอาเปรียบกัน เป็นการยอมรับความ มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายในเรื่องเชื่อชาติ ความกลมเกลียวกันในลักษณะเช่นนี้ เรียกอีกอย่างว่า ความสมานฉันท์
ผู้ที่มีความสามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่น รู้บทบาทของตน ทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี มีความมุ่งมั่น ต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน เพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง แก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ

8. มีน้ำใจ คือ ความจริงใจที่ไม่เห็นแก่เพียงตัวเองหรือ เรื่องของตัวเอง แต่เห็นอกเห็นใจเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทร เอาใจใส่ ให้ความสนใจในความต้องการ ความจำเป็น ความทุกข์สุขของผู้อื่นและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
ผู้ที่มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคมรู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เข้าใจ เห็นใจ ผู้ที่มีความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกาย สติปัญญา ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ให้เกิดขึ้นในชุมชน

Read More......

ประวัตินายกรัฐมนตรี


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี

วันเข้ารับตำแหน่ง 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันที่เกิด/สถานที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507
สถานภาพ สมรสกับ ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ มีบุตรจำนวน 2 คน 1.นางสาวปราง เวชชาชีวะ 2.นายปัณณสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ประวัติการศึกษา
ประถมศึกษา : โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์
มัธยมศึกษา : โรงเรียนอีตัน ประเทศอังกฤษ
ปริญญาตรี : สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ : สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ปริญญาโท : สาขาเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัย อ๊อกซฟอร์ดประเทศอังกฤษ
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ประวัติการทำงาน
ปี 2535 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 6 (สาธร, ยานนาวา, บางคอแหลม พ.ศ.2535/1, 2535/2) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2538 และปี 2539 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 (ดินแดน, ห้วยขวาง, พระโขนง, คลองตัน) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2544 และ ปี 2548 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2550 (23 ธ.ค.50)สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2535-2537 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ปี 2537-2538 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
ปี 2538-2539 ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร
ปี 2538-2540 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2540-2544 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ - กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน -กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวง ราชการ - กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ - กำกับสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ปี 2541 ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ปี 2542 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2548 – 23 กุมภาพันธ์ 2549 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
ปี 2548 - ปัจจุบัน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
27 กุมภาพันธ์ 2551 -16 ธันวาคม 2551ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
17 ธันวาคม 2551 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

เครื่องราชอิสริยาภรณ์
มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) ปี 2541
มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) ปี 2542

Read More......

กรณีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ

กรณีละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ ซึ่งมีแนวการพิจารณาโทษดังนี้

1.ละทิ้งหรือทอดทิ้งชั่วโมงสอน หรือเวรยาม

1.1 ละทิ้งหรือทอดทิ้งชั่วโมงสอน ระดับโทษปลดออก, ลดขั้นเงินเดือน, ตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ตามความร้ายแรงแห่งกรณี
1.2 ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่เวรประจำวัน หรือเวรรักษาการณ์ ระดับโทษปลดออก, ลดขั้นเงินเดือน, ตัดเงินเดือนหรือภาคทัณฑ์ ตามความร้ายแรงแห่งกรณี

2.ละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน

2.1 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ระดับโทษปลดออก
2.2 ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
2.2.1 ละทิ้งไม่เกิน 3 วัน ระดับโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 1 เดือน
2.2.2 ละทิ้งเกิน 3 วัน แต่ไม่เกิน 5 วัน ระดับโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 2 เดือน
2.2.3 ละทิ้งเกิน 5 วัน แต่ไม่เกิน 10 วัน ระดับโทษตัดเงินเดือน 5% เป็นเวลา 3 เดือน
2.2.4 ละทิ้งเกิน 10 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน ระดับโทษลดขั้นเงินเดือน
กรณีตาม 2.2.1-2.2.4 ให้คำนึงถึงความร้ายแรงแห่งกรณีด้วย

3.ละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน

3.1 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี
3.2 ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร 3.2.1 ไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ระดับโทษไล่ออก ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536
3.2.2 กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการอีก ระดับโทษไล่ออกหรือปลดออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี
3.2.3 ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกัน เป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยมีพฤติกรรมอันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ระดับโทษปลดออก

3.2.4 ละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่ติดต่อกัน
3.2.4.1 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ระดับโทษปลดออก
3.2.4.2 ไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ระดับโทษลดขั้นเงินเดือน สำหรับแนวทางพิจารณาโทษข้าราชการครูกระทำผิดวินัย กรณีอื่นๆ จะได้นำมาลงในสถานี ก.ค.ศ.ในโอกาสต่อไป

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11496 หน้า 22

Read More......

Monday, August 24, 2009

ประวัติผู้จัดทำเว็บ

ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นายเกชา เหมือนวาจา
เกิดวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2512
บิดาชื่อ นายทวิช  เหมือนวาจา  ถึงแก่กรรม

มารดาชื่อ นางจริยา  เหมือนวาจา  มีชีวิตอยู่อาชีพค้าขาย
สถานที่เกิด อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
ไปเจริญเติบโตที่ นิคมอำเภอบ้านกรวด เป็นวัยรุ่นที่อำเภอลำปลายมาศ วัยทำงานที่จังหวัดนครราชสีมา
สถานที่อยู่ปัจจุบัน 999/21 หมู่ 1 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนคราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 30000

สมรสกับนางสมลักษณ์  เหมือนวาจา  ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
ประวัติการทำงาน

พ.ศ. 2536 อาจารย์ 1 ระดับ 3 โรงเรียนกระเบื้องนอกพิทยาคม อำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา 30270
พ.ศ. 2543 อาจารย์ 1 ระดับ 5 โรงเรียนหินดาดวิทยา อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 30240
พ.ศ. 2547 อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนหินดาดวิทยา อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 30240
พ.ศ. 2550   19 กรกฎาคม  รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนเมืองพลับพลาพิทยาคม อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 30240
พ.ศ. 2552   1 ธันวาคม  รองผู้อำนวยการโรงเรียน วิทยฐานะ ชำนาญการ โรงเรียนท่าช้างราษฎร์บำรุง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา 30230
พ.ศ.2553   9 กรกฎาคม  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไทรออ วิทฐานะ ชำนาญการ อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ.2555   1 มีนาคม  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทองหลาง วิทยฐานะ ชำนาญการ อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ณ ปัจจุบัน

ประวัติการศึกษา

ก่อนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เคยเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ต่อไปนี้(ย้ายตามครอบครัว)
ชั้นเด็กเล็ก ร.ร.นิคมสร้างตนเอง 1 อำเภอบ้านกรวด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ร.ร.นิคมสร้างตนเอง 1 อำเภอบ้านกรวด , ร.ร.วัดกระทิง อำเภอลำปลายมาศ
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ร.ร.บ้านหนองกี่ อำเภอหนองกี่ , ร.ร.นิคมสร้างตนเอง 1 อำเภอบ้านกรวด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ร.ร.นิคมสร้างตนเอง 1 อำเภอบ้านกรวด
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ร.ร.ลำปลายมาศผดุงวิทยา จนจบ ป.6
พ.ศ. 2524 ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนลำปลายมาศผดุงวิทยา อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ. 2530 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ. 2533 ระดับอนุปริญญา วิทยาศาสตร์ โปรแกรมวิชา อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
พ.ศ. 2535 ระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา อุตสาหกรรมศิลป์ วิทยาลัยครูนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
พ.ศ. 2550 ระดับปริญญาโท ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

Read More......

Monday, January 15, 2007

วันครู

คำฉันท์ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
(คำประพันธ์ของ พระวรเวทย์พิสิฐ)

ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา
(วสันตดิลกฉันท์)
ข้าขอประนมกรกระพุม อภิวาทนาการ
กราบคุณอดุลคุรุประทาน หิตเทิดทวีสรร
สิ่งสมอุดมคติประพฤติ นรยึดประคองธรรม์
ครูชี้วิถีทุษอนันต์ อนุสาสน์ประภาษสอน
ให้เรืองและเปรื่องปริวิชาน นะตระการสถาพร
ท่านแจ้งแสดงนิติบวร ดนุยลยุบลสาร
โอบเอื้อและเจือคุณวิจิตร ทะนุศิษย์นิรันตร์กาล
ไป่เบื่อก็เพื่อดรุณชาญ ลุฉลาดประสาทสรรพ์
บาปบุญก็สุนทรแถลง ธุระแจงประจักษ์ครัน
เพื่อศิษย์สฤษฎ์คติจรัล มนเทิตผดุงธรรม
ปวงข้าประดานิกรศิษ (ษ) ยะคิดระลึกคำ
ด้วยสัตย์สะพัดกมลนำ อนุสรณ์เผดียงคุณ
โปรดอวยสุพิธพรอเนก อดิเรกเพราะแรงบุญ
ส่งเสริมเฉลิมพหุลสุน- ทรศิษย์เสมอเทอญฯ

คำปฏิญาณ
ข้าขอปฏิญาณตนว่า
ข้อ 1 ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
ข้อ 2 ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
ข้อ 3 ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครู และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

เพลง แม่พิมพ์ของชาติ

แสงเรือง เรือง ที่ส่องประเทืองอยู่ที่เมืองไทย
คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่ โอ้ครูไทยในแดนแหลมทอง
เหนื่อยยากอย่างไรไม่เคยบ่นไปให้ใครเขามอง
ครูนั้นยังลำพอง ในเกียรติของตนเสมอมา
ที่ทำงานก็สุดกันดานในป่าดงไพร
ถึงจะไกลก็เหมือนใกล้ เร่งรุดไปให้ทันเวลา
กลับบ้านไม่ทันบางวันต้องไปอาศัยหลวงตา
ครอบครัวคอยท่าไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน
ถึงโรงเรียนก็เจียนจะสายจวนได้เวลา
เห็นศิษย์รออยู่พร้อมหน้า ต้องรีบมาทำการสอน
ไม่มีเวลาที่จะได้มาหยุดพอพักผ่อน โรงเรียนในดงป่าดอน
ให้โหยอ่อนสะท้อนอุรา ชื่อของครูฟังดูก็หรูชวนชื่นใจ
งานที่ทำก็ยิ่งใหญ่ สร้างชาติไทยให้วัฒนา
ฐานะของครูใครใครก็รู้ว่าด้อยหนักหนา
ยังสู้ทนอุตส่าห์สั่งสอนศิษย์มาเป็นหลายปี
นี่แหละครูที่ให้ความรู้อยู่รอบเมืองไทย
หวังสิ่งเดียวคือขอให้เด็กของไทยในพื้นธานี
ได้มีความรู้เพื่อช่วยเชิดชูไทยให้ผ่องศรี
ครูก็ภูมิใจที่สมความเหนื่อยยากตรากตรำมา

เพลง พระคุณที่สาม

ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้
อบรมจิตใจให้รู้ผิดชอบชั่วดี
ก่อนจะนอนสวดมนต์อ้อนวอนทุกที
ขอกุศลบุญบารมี ส่งเสริมครูนี้ให้ร่มเย็น
ครูมีบุญคุณจึงขอเทิดทูนเอาไว้เหนือเกล้า
ท่านสอนสั่งเราอบรมให้เราไม่เว้น
ท่านอุทิศไม่คิดถึงความยากเย็น
สอนจนรู้ชัดเจนเฝ้าเน้นแนะมิได้อำพราง
พระคุณที่สาม งดงามแจ่มใส แต่ว่าใครหนอใคร
เปรียบเปรยครูไว้ว่าเป็นเรือจ้าง
พลาดจากความจริงยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าผิดทาง
มีใครไหนบ้างแนะนำแนวทางอย่างครู
บุญเคยทำมาแต่ปางใดใดเรายกให้ท่าน
ตั้งใจกราบกรานระลึกถึงคุณท่านกตัญญู
โรคและภัยอย่าได้แผ้วพานคุณครู
ขอกุศลผลบุญค้ำชู
ให้ครูเป็นสุขชั่วนิรันดร(ซ้ำ)

Read More......

Thursday, January 11, 2007

ผอ.เกชา เหมือนวาจา

Read More......

ครูสมลักษณ์ เหมือนวาจา

Read More......

ผอ.เกชา ครูสมลักษณ์ เหมือนวาจา

Read More......