โรงเรียนเมืองพลับพลาพิทยาคม ยินดีต้อนรับทุกท่าน
ประชาสัมพันธ์
Friday, June 08, 2012
ส่งเสริมการจัดการเรียนด้านเทคโนโลยี
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนระดับปฐมวัย
กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
Tuesday, May 08, 2012
วันพืชมงคล
พระราชพิธีพืชมงคล
เป็นพิธีทางพุทธศาสนา มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เป็นพิธีสงฆ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงกำหนดให้มีขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นพิธีทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน เป็นต้น ฯลฯ มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ปราศจากโรคภัยและให้อุดมสมบูรณ์เจริญงอกงามดี
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
เป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ เป็นพิธีพราหมณ์มีมาแต่โบราณ เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลแห่งการทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว พระราชพิธีทั้งสองนี้ ได้กระทำเต็มรูปแบบมาเรื่อยๆ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้เว้นไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ด้วยสถานการณ์โลกและบ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ไม่สมควรจะจัดงานใดๆ จึงว่างเว้นไป ๑๐ ปี ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม โดยเฉพาะทำนาควรจะได้ฟื้นฟู ประเพณีเก่าอันเป็นมงคลแก่การเพาะปลูก ดังนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงกำหนดให้มีพิธีพีชมงคลขึ้นอีก แต่มีแค่พระราชพิธีพืชมงคลเท่านั้น (พิธีเต็มรูปแบบว่างเว้นไปถึง ๒๓ ปี) ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงจัดให้มีราชพิธีจรดพระนาคัลแรกนาขวัญ ร่วมกับพิธีพืชมงคลนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้จึงจัดให้เป็นวันสำคัญของชาติ
Sunday, April 29, 2012
Saturday, March 10, 2012
ชาตะไคร้
ชาตะไคร้
ต้นเรื่อง
ตะไคร้ (Lemongrass) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย
สารบัญ
1.ทำความรู้จักกับตะไคร้
2.ถิ่นกำเนิด
3.ลักษณะโดยทั่วไป
4.การปลูกและขยายพันธุ์
5.สรรพคุณ
6.วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม
7.วิธีการทำชาตะไคร้ใบเตย
1.ทำความรู้จักกับตะไคร้
ตะไคร้ : (Takhrai), Lemongrass
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus Stapf.
วงศ์ : GRAMINEAE
ชื่ออื่นๆ : ภาคเหนือ เรียก จะไค (Cha-khai) จะไค้ (Cha-khai), ภาคใต้ เรียก ไคร (Khrai),ชวา เรียก ซีเร (Sere)
2.ถิ่นกำเนิด
ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย และในทวีปอเมริกาใต้
3.ลักษณะโดยทั่วไป
โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่
• ตะไคร้กอ
• ตะไคร้ต้น
• ตะไคร้หางนาค
• ตะไคร้น้ำ
• ตะไคร้หางสิงห์
• ตะไคร้หอม
เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป
4.การปลูกและขยายพันธุ์
ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปักโคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว
ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้างหรือเอาไปใช้บ้าง จำนำมาหั่นเป็นฝอยๆ ตากแดดให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อยๆ และบางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม
5.สรรพคุณ
ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียร ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆจะช่วยกันแมลงได้
6.วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม
นำต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสชาติหวานปานกลาง พอเย็นลงเก็บใส่ตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มเหล้าได้น้อยลง และทำให้เจริญอาหาร
7.วิธีการทำชาตะไคร้ใบเตย
วัตถุเครื่องปรุง
1.ตะไคร้ 4 ต้น
2.ใบเตย 4 ใบ
3.น้ำ 1 ลิตร
4.น้ำตาลทรายใส่ตามชอบหวานน้อยหวานมาก
วิธีทำ
1.ล้างตะไคร้ให้สะอาด ทุบพอแตก หั่นเป็นท่อนๆ ใบเตยล้างให้สะอาด ขยำพอช้ำ หั่น คั่ว
2.ต้มน้ำให้เดือดก่อน นำตะไคร้ และใบเตย ใส่ลงไป ปิดฝาต้มต่อประมาณ 5 นาทีแล้วยกลง
3.เติมน้ำตาลให้หวานตามใจชอบ
4.ทิ้งไว้ให้เย็น เอาน้ำแข็งใส่แก้วเทน้ำใส่นำไปดื่ม หรือดื่มตอนอุ่น ๆ เป็นน้ำชา
สรรพคุณ
ใช้แก้ท้องอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด ทั้งยังขับปัสสาวะสำหรับผู้ที่มีอาการขัดเบา แม้ไม่ถึงกับมีอาการบวมแขนขาก็ตาม น้ำมันตะไคร้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย จึงช่วยให้ทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบนสะอาด ป้องกันหวัดได้
ผอ.เกชา เหมือนวาจา เรียบเรียงและแต่งเติม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
วิกิพีเดีย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว) http://www.panyathai.or.th/
Wednesday, June 29, 2011
ผู้ใจบุญเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554
คุณหมอโกมินทร์ คุณอารยา ด้วงผึ้ง , คุณจรรยา มงคลกุล , คุณกำพล คุณเพ็ญจันทร์ มงคลกุล , คุณจรูญ คุณปริศนา สว่างทัพ , คุณประจวบ คุณวนิดา สอพิมาย ได้มาเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน มอบทุนการศึกษา และให้ความรู้นักเรียนในการปฏิบัติตน ทางโรงเรียนบ้านไทรออ ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ
Thursday, January 20, 2011
กิจกรรมกลุ่มฟ้าสาง ณ โรงเรียนบ้านไทรออ
Monday, August 16, 2010
ออกเยี่ยมบ้านนักเรียน
Thursday, August 12, 2010
กิจกรรมวันแม่โรงเรียนบ้านไทรออ
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ร่วมกันจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติขึ้น ณ อาคารปีบทอง โรงเรียนบ้านไทรออ
Sunday, August 08, 2010
คำขวัญวันแม่แห่งชาติ 2553
Thursday, August 05, 2010
กลอนวันแม่
สตรีใด……ไหนเล่า……เท่าเธอนี้
เป็นผู้ที่……ลูกทุกคน……บ่นรู้จัก
เป็นผู้ที่……มีพระคุณ……การุณนัก
เป็นผู้ที่……สร้างความรัก...สอนความดี
เป็นผู้ที่……คอยสั่งสอน……เอาใจใส่
คอยห่วงใย……เราทุกคน……จนวันนี้
เปรียบแสงทอง……สว่างล้ำ……นำชีวี
เธอคนนี้……คือ ” แม่ ”……ของเราเอง
...วันเกิดเราเป็นดั่งวันสิ้นลมแม่
เจ็บปวดแท้ดั่งน้ำตาพาจะไหล
สองมือออบโอบอุ้มแกว่งเปล
น้ำนมเลี้ยงอุ้มชูให้เติบใหญ่มา
แม่เปรียบดั่งยารักษายามป่วยไข้
แม่เปรียบดั่งต้นไม้ใหญ่ร่มใบหนา
แม่เปรียบดั่งดวงตะวันส่องแสงมา
แม่เปรียบดั่งผ้าห่มหนาอบอุ่นกาย
เปรียบดั่งพระในบ้านชี้แนะลูก
สถิตถูกอยู่กลางใจไม่ไปไหน
กตัญญูตอนนี้ยังไม่สายไป
ก่อนแม่ไซร้หลับตาไปไม่ลืมเอย
มือน้อยน้อยแม่คอยอุ้มชู...แม่เฝ้ามองดูไม่ห่างไปไหน
แม่เฝ้าปลอบขวัญยามลูกหลับใหล...ไม่ยอมห่างไกลไปจากสายตา
มือน้อยน้อยของแม่ล้ำค่า...อุ้มชูลูกมาจากเล็กเด็กแดง
ยามลูกเติบใหญ่ด้วยน้ำพักน้ำแรง...ด้วยใจที่แกร่งของแม่ถักทอ
...หากกล่าวถึง คำนี้ คำว่าแม่
บังเกิดแก่ สายตาชน คนทั้งผอง
ก็นิ่งคิด นิ่งเงียบ นิ่งยืนมอง
ไม่มีสอง นึกถึงคุณ พระคุณมารดา
...กลั่นเม็ดเลือดเม็ดน้อยนับร้อยหยด
จนปรากฏเป็นหยดนมรสกลมกล่อม
เพื่อหล่อเลี้ยงทารกน้อยค่อยอดออม
เฝ้าถนอมฟูมฟักรักเมตตา
วันเปลี่ยนวันเดือนเปลี่ยนเดือนหมุนเคลื่อนคล้อย
จากเด็กน้อยเริ่มมีแรงเริ่มแข็งกล้า
ค่อยสอนเดินสอนทำสอนคำจาสอนปัญญาสอนวิชาสารพัน
...ทารกน้อยวันนี้เห็นเป็นผู้ใหญ่
แม่ภูมิใจในผลงานการสร้างสรรค์
ความเหน็ดเหนื่อยกายใจหายไปพลัน
เมื่อถึงวันลูกได้รับปริญญา
...วันนี้ลูกของแม่สุขถ้วนทั่ว
มีครอบครัวอยู่เย็นเป็นฝั่งฝา
แม่คนนี้ย่างเข้าสู่วัยชรารอเวลาสู่กองฟอนตอนสิ้นใจ
...วันเอยวันแม่สองตาแลหม่นหมองอยากร้องไห้
บ้านแม่อยู่วันนี้ไม่มีใครมีแต่ไก่กับหมาที่สีมอซอ
อยากฝากดาวถามฟ้าหาลูกรักใครรู้จักบอกให้ได้ไหมหนอ
แม่ชราผู้อยู่หลังยังเฝ้ารอบอกอยากขอเห็นหน้าอีกคราเอย
ที่มา http://www.zabzaa.com/event/12aug.htm
วันแม่แห่งชาติ
ประวัติความเป็นมา
ชาวอเมริกันเป็นผู้กำหนดให้มีวันแม่อย่างเป็นทางการขึ้น และผู้ที่พยายามเรียกร้องให้มีวันแม่ในอเมริกา คือ แอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย แต่กว่าเธอจะประสบความสำเร็จก็ครบ 2 ปีพอดีในปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) โดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือดอกคาร์เนชั่น ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือถ้าแม่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ประดับตกแต่งบ้าน หรือประตูด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ให้ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการจัดงานวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2486 ณ.สวนอัมพร โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดงาน แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไปโดยปริยาย หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสงครามไปแล้ว หลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง แต่กำหนดวันแม่ที่ประชาชนนิยม และเป็นที่รับรองของรัฐบาล คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 กำหนดงานวันแม่ในวันนี้ยังดำเนินต่อมาอีกหลายปี ก็ต้องมาหยุดชะงักลงอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าสภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ซึ่งก็คือกระทรวงวัฒนธรรมที่ถูกยุบไปนั่นเอง ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย เห็นว่าควรมีการจัดงานวันแม่ต่อไป จึงได้รื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นมาอีก และได้กำหนดให้จัดงานวันแม่ คือวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 คณะกรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่า ควรกำหนดวันแม่ให้แน่นอนเสียที จึงได้กำหนดวันแม่ใหม ่ โดยให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และ กำหนดให้ดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ตั้งแต่นั้นมา เหตุผลที่ให้ดอกมะลิ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ ก็เนื่องจาก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรัก อันบริสุทธิ์ของแม่ ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย...
นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า "แม่" ของทุก ๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก โดยคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม , พ , ป ,บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรก ที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง ดังเช่น
ภาษาไทย แม่
ภาษาจีน ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส la mere (ลา แมร์)
ภาษาอังกฤษ mom , mam
ภาษาโซ่ ม๋เปะ
ภาษามุสลิม มะ
ภาษาไทใต้คง เม
เป็นต้น
ที่มา http://www.zabzaa.com/event/12aug.htm








































